ไม่ได้มาอัพบล็อกนาน หยากไย่เกาะบล็อกเต็มไปหมดแล้ว ใครก็ได้มาช่วยปัดหยากไย่หน่อย...  เห็นชาวบ้านปลูกต้นไม้โตกันสวยงามเห็นแล้วดีจัง อยากปลูกมั่ง แต่กลัวมันตาย เพราะคนเขียนคงไม่ค่อยได้มาอัพบล็อกใส่ปุ๋ย

เหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่ ชม. แล้วครับ สำหรับงาน WWDC 2009 (World Wide Developer Conference) ที่จะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 8 มิ.ย. นี้ตามเวลาในประเทศอเมริกา งานนี้แอปเปิ้ลจะจัดปีละครั้ง เพื่อเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ  ซึ่งในปีที่แล้วได้เปิดตัว iPhone 3G + Apps Store ไป มาตอนนี้ก็ครบรอบหนึ่งปีแล้วครับ

งาน WWDC 2009 นี้มีผลิตภัณฑ์ที่เป็นไฮไลท์ คาดว่าแอปเปิ้ลจะเปิดตัวสองอย่างคือ

 

1. iPhone Firmware 3.0

ความสามารถใหม่ๆ เพิ่มเติมเข้ามาเพียบ!!  เช่น Copy, Cut & Paste, รองรับภาษาไทย มีคีย์บอร์ดไทย เมนูภาษาไทย, รับส่ง MMS ได้, มีฟังก์ชัน Search, แชร์อินเตอร์เน็ตให้คอมฯ จากไอโฟน หรือที่เรียกว่า Internet Tethering, Push Notification, Turn by turn navigation, Bluetooth A2DP และ ความสามารถอื่นๆ เพิ่มเติมอีก 100 กว่าอย่างเลยทีเดียว

สิ่งที่ผมค่อนข้างชอบเป็นพิเศษอย่างนึงคือ Bluetooth Peer-to-Peer Connection ครับ ด้วยความสามารถอันนี้สามารถที่จะทำให้ไอโฟนสองเครื่องหรือมากกว่าคุยกันได้โดยตรงผ่าน Bluetooth ไม่ต้องผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ แค่คิดก็มันส์แล้วครับ อนาคตน่าจะมีเกมส์แบบ Multiplayer เล่นกันในวงไอโฟนด้วยกัน ไม่แน่นะ เราอาจจะได้เห็น เกมส์อย่าง DotA เล่นกันในวงไอโฟนก็ได้ ใครจะไปรู้ อย่างตอนนี้เองบริษัทเกมส์ดังๆ ก็เริ่มที่จะพัฒนาเกมส์ลงไอโฟนกันมากขึ้นแล้วครับ เช่น The Sims 3, Resident Evil Degeneration, Command & Conquer

โปรแกรมและเกมส์ของไอโฟนถือได้ว่ามีการเติบโตและมีจำนวนมากที่สุดในหมู่ Smart Phone ด้วยกัน ด้วยเวลาเพียงปีเดียว ขณะนี้มี App+Games ต่างๆ บน App Store มากถึง 45,000 โปรแกรมแล้วครับ จนบริษัทยักษ์ใหญ่อื่นๆ เริ่มที่จะทำตามกัน เช่น Microsoft, Google Android, Palm หรือแม้กระทั่ง Nokia ก็เริ่มทำ Marketplace สำหรับขาย Software บนระบบของตัวเอง

งาน WWDC ปีนี้ จึงมีสโลแกนที่สะท้อนความสำเร็จของ App Store คือ "One year later, Light-years Ahead" แปลเป็นไทยได้ความประมาณว่า "หนึ่งปีผ่านไป นำหน้าไปหลายปีแสง..." พร้อมรูปไอคอน App จำนวนมากมายปลิวกระจาย ช่างคิดไหมล่ะครับ?

 

 

 

2. Mac OSX Snow Leopard

OS เวอร์ชันใหม่ล่าสุดของเครื่องคอมพิวเตอร์ตระกูล Mac, Snow Leopard ได้รับการปรับปรุงพัฒนามาจากเวอร์ชันก่อน (Leopard) ค่อนข้างมาก การปรับปรุงส่วนใหญ่จะเน้นไปในแนวการปรับปรุง Core หลักให้ทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การดึงความสามารถ Multi-Core CPU มาใช้ให้มากขึ้น รวมถึงการดึงความสามารถของการ์ดแสดงผลมาช่วยในงานประมวลผลทั่วไป รวมถึงการ Fix bug ต่างๆจากเวอร์ชันก่อนหน้า

 

นอกจากนี้ก็มีกระแสการคาดการณ์กันไปด้วยว่า ในงานนี้อาจจะเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่ หรือ 3rd Generation ซึ่งแอปเปิ้ลยังปกปิดและไม่เปิดเผยถึงรายละเอียด แต่จากกระแสข่าวรวมถึงภาพหลุดต่างๆ สรุปได้ว่า ไอโฟนรุ่นใหม่ น่าจะ

- เพิ่มความเร็วซีพียู และแรมเป็น 256MB
- อาจมีรุ่นหลากหลายกว่าเดิม 4GB, 8GB, 16GB, 32GB
- ถ่ายวีดีโอได้ กล้องได้รับการปรับปรุงเป็น 3 MPixels อาจจะมีกล้องข้างหน้า
- มีเข็มทิศดิจิตอล
- มี FM Transmitter & Receiver
- Support 3G ที่เร็วมากขึ้น
- Wireless "n"
- กรอบหน้าเปลี่ยนเป็นสีดำ วัสดุด้านหลังเป็นพลาสติกแบบด้าน

 นี่คือรูปที่เค้าเชื่อกันว่าน่าจะใกล้เคียงไอโฟนตัวใหม่

 

 

 ที่มา : http://www.engadget.com/2009/06/06/is-this-the-new-iphone/

แต่ไม่ว่าไอโฟนรุ่นใหม่จะเปิดตัวในงานนี้หรือไม่ ก็จะมีกำหนดการวางขายในเดือน ก.ค. ค่อนข้างแน่นอนครับ

อีกไม่กี่ ชม. แล้วครับ คงได้รู้กันซะทีถึงความลับที่แอปเปิ้ลปกปิดมาเป็นแรมปี มาลุ้นกันครับ

 

edit @ 7 Jun 2009 12:58:45 by Golf

edit @ 7 Jun 2009 13:04:53 by Golf

iPhone vs Windows Mobile Phone

posted on 01 Mar 2009 10:50 by b41golf  in Apple

ปีนี้สงคราม Smartphone ท่าจะระอุ  ก็ขอเขียนถึงหน่อยล่ะกัน

Smartphone ทั้งหมดที่มีขายอยู่ในปัจจุบัน ถ้าจะแบ่งออกเป็นกลุ่มตาม OS ที่ใช้ ก็จะแบ่งออกเป็นกลุ่มหลัก ๆได้แก่

1. iPhone (OSX)
2. Windows Mobile เช่น Samsung Omnia, ตระกูล HTC เป็นต้น
3. Symbian เช่น Nokia 5800
4. Android เช่น T-Mobile G1

ทำไมถึงแบ่งกลุ่มตาม OS ที่ใช้ล่ะ? เหตุผลเพราะว่า OS เป็นสิ่งที่จะกำหนดข้อได้เปรียบเสียเปรียบโทรศัพท์นั้นๆ ได้เป็นอย่างดี เช่น จำนวน Application ที่รองรับ, ความสามารถต่างๆ,  User Interface การควบคุม รวมถึงความยากง่ายในการใช้งาน ส่วนของ Hardware แต่ละรุ่นผมจะไม่กล่าวถึง เพราะมีคนเขียนส่วนนี้ รีวิวส่วนนี้กันไปเยอะแล้ว สามารถหาอ่านได้ตามเว็บรีวิวต่างๆ

เห็นหลายๆ คน ประสบปัญหา เลือกไม่ถูกว่าจะซื้อ iPhone หรือ Windows Mobile Phone หรือ Symbian ดี ถ้าหากว่าไม่หาข้อมูลให้ดีๆ ก่อนซื้อก็อาจจะมานั่งกลุ้มใจทีหลังว่าทำไมโทรศัพท์เราทำอย่างนั้นไ่ม่ได้ ทำอย่างนู้นไม่ได้ ใช้งานไม่ได้ดั่งใจ ผมก็เลยอยากจะแชร์ประสบการณ์ให้ฟัง ซึ่งบทความนี้ผมจะเน้นแค่ iPhone กับ Windows Mobile เพราะว่าเคยใช้จริงๆ จังๆ แค่สอง OS นี้

 

 iPhone

ผมเคยอ่านประวัติ สตีฟ จ๊อบ แห่ง Apple เค้าเป็นคนที่เรียกว่า Perfectionist หรือพวกนิยมความสมบูรณ์แบบ ถ้าจะทำอะไร ก็ต้องทำออกมาให้ดีที่สุด ไม่มีคำว่าดีครึ่งๆ กลางๆ ปรัชญานี้ผมก็เห็นสะท้อนออกมาบนไอโฟนพอสมควร ถ้าเทียบกับโนเกียหรือค่ายทาง Windows Mobile จะเห็นได้ชัดเจนว่าไอโฟนที่มีวางขายก็ขายแค่รุ่นเดียวเนี่ยแหล่ะ ไม่มีการปรับนั่นเพิ่ม ลดนี่หน่อยแล้วออกมาเป็นรุ่นย่อยอีกนับไ่ม่ถ้วน เน้นรุ่นเดียว แต่เป็นรุ่นที่ดีที่สุดไปเลย 

 

 

 

ถึงตรงนี้อาจจะมีหลายๆ คำถาม ว่า ไอโฟนขาดฟังก์ชันหลายๆ อย่างที่ทำไม่ได้เหมือนโนเกียนี่ แล้วจะถือว่าดีที่สุดได้อย่างไร ตรงนี้มันมีประเด็นครับ

เผอิญ สตีฟ จ๊อบ เค้าเป็นคนที่คิดไม่ค่อยเหมือนชาวบ้าน มาลองดูว่าทำไมไอโฟนถึงขาดสิ่งต่างๆ ที่ควรจะทำได้แม้ในมือถือรุ่นถูกๆ ผมลิสต์เป็นข้อเสียของ iPhone ไว้ล่ะกัน

 

ข้อเสีย

โอนไฟล์ลงมือถือไม่ได้ตามใจชอบ

ทำเป็น Flash drive ไม่ได้ ต้องผ่านโปรแกรม iTunes เท่านั้น และถ้าเป็นเพลงจะโอนผ่านคอมได้แค่เครื่องเดียว ที่เป็นเช่นนี้น่าจะเป็นปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ของไฟล์ครับ อย่างที่รู้ๆ กัน Apple ได้ทำ iTunes online store ที่สามารถซื้อขายเพลงผ่านเน็ตได้ และธุรกิจนี้ได้ทำกำไรให้แก่ Apple เป็นกอบเป็นกำ ถ้าปล่อยให้โอนย้ายไฟล์กันได้ตามใจชอบก็จะเท่ากับส่งเสริมการละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งร้านค้าที่เป็น Partner ของ Apple ไม่น่้าจะชอบใจแน่ๆ ลิขสิทธิ์เพลงบน iTunes online store นั่นจะติด Digital Rights Management และอนุญาติให้ฟังได้แค่เครื่องเดียว (ข่าวล่าสุดได้ยินมาว่าจะเอา DRM ออก) เพราะฉะนั้นการ Sync ข้อมูลกับคอมเครื่องเดียวจึงเป็นทางออก ซึ่งความคิดนี้มีมาแต่สมัย iPod แล้ว... iPhone ก็แค่เอา iPod มาต่อยอด .... 

แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไอโฟนมี Community ที่ใหญ่มาก พวกนี้เค้าหาวิธีแก้กันได้แล้ว ถ้าจะทำ iPhone เป็น Flashdrive ก็มีวิธีที่ทำได้ แต่ต้อง Jailbreak ก่อน แล้วลงโปรแกรม OpenSSH คู่กับ WinSCP เท่านี้ก็สามารถ Copy, Move, Delete ไฟล์ไปมาได้อิสระเหมือน Drive ตัวนึง หรือจะ FTP ผ่าน Wifi ไปเลยไม่ต้องต่อสายก็ยังได้

แต่.. ผมว่าสำหรับผู้เริ่มต้นที่ไม่รู้เรื่องคอมมากนักก็คงไม่สะดวกเท่าไหร่ที่จะต้องมาเซ็ตโน่นนี่ เพื่อให้ใช้งานได้

ถ้าเป็นทางฝั่ง Windows Mobile เรื่องแค่นี้ง่ายมากเลย แค่เสียบสาย usb ก็ขึ้นไอคอนมาใน My Computer สะดวกง่ายดายกว่าไอโฟนค่อนข้่างมาก

 

Bluetooth ไม่สามารถรับส่งไฟล์ได้ ใช้ได้กับแค่อุปกรณ์ Bluetooth handfree เท่านั้น

เหตุผลก็เหมือนข้อข้างบนล่ะครับ และก็เช่นกัน เร็วๆ นี้กำลังจะมีโปรแกรมทำให้รับส่งไฟล์ผ่าน Bluetooth ได้ เ้ค้ากะลังทำกันอยู่ 

 

ส่ง MMS ไม่ได้

สตีฟ จ๊อบให้เหตุผลว่า MMS มันไม่ดีเท่าอีเมล์ รวมถึงมีข้อจำกัดมากกว่าอีเมล์ และไอโฟนก็ทำออกมาให้รับส่งอีเมล์ได้ดีอยู่แล้ว จึงตัด MMS ออกไป สตีฟ จ๊อบก็อย่างนี้ล่ะครับ อะไรที่ชาวบ้านเค้าใช้กัน อยู่ๆ ดี อยากตัดก็ตัดออกไปดื้อๆ เหมือนคิดเองคนเดียว เอาเป็นว่า ถ้าอยากทำให้ไอโฟนส่ง MMS ได้ก็ต้องลงโปรแกรม Swirly MMS

 

เปิดหลายโปรแกรมพร้อมกันไม่ได้

โปรแกรมทั่วๆ ไป จะไม่สามารถทำงานแบบ Background ได้ ถ้าจะเปิดโปรแกรมอื่น ต้องปิดโปรแกรมปัจจุบันก่อน ในโลกของไอโฟนจะมีแค่ 4 โปรแกรม Phone, iPod (ฟังเพลง), Safari (เปิดเว็บ), Mail เท่านั้นที่ทำงานในโหมด Background ได้ นอกเหนือจากนั้นหมดสิทธิ์

จริงๆ จากที่ใช้มัน มันก็มีข้อดีเหมือนกันนะ มีเพื่อนหลายๆ คนใช้ Windows Mobile ใช้ไปสักพัก Hang บ้าง เมโมรีเต็มบ้าง ช้าบ้าง พอเข้าไปดูก็พบว่ามีโปรแกรมถูกเปิดแต่ไม่ได้ปิดอยู่เต็มเลย คนใช้ไอโฟนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเจอปัญหานี้ และน่าจะปลอดภัยจากพวก Spyware ไวรัส การใช้งานจึงเสถียรกว่า Windows Mobile อันนี้น่าจะเป็นความตั้งใจจาก Apple

แต่นั่นแหล่ะ ต้องแลกกับความสะดวก

 

การ Sync ข้อมูลกับ Outlook 

เรื่องนี้ผมว่า iPhone พ่ายแพ้ให้กับ Windows Mobile อย่างราบคาบ การเป็น Organizer และการ Sync ข้อมูล พวก Contact, Calendar มันเทียบกับ Windows Mobile ไม่ได้จริงๆ โปรแกรมบน Windows Mobile เช่น Pocket Informant นี่มันถือว่าสุดยอด ใส่ฟิลด์ข้อมูลได้มากมาย

Contact ในไอโฟนกำหนด Category หรือกลุ่มไม่ได้ (ต่อให้มีโปรแกรมชื่อว่า Group ช่วยจัดกลุ่ม Contact แต่ผมว่ามันก็ยังเทียบไม่ไดกับ Windows Mobile)

อย่าง Calendar ในไอโฟนจะไม่สามารถ ดู Attendees ได้ Recurrence pattern ก็จำกัด เซ็ต appointment ให้เป็น private ก็ทำไม่ได้

การ Sync ข้อมูล Calendar หรือ Contact ระหว่างคอมฯ สองเครื่องก็ทำไม่ได้อีก เลือก Sync ได้แค่เครื่องเดียวเท่านั้น

ถ้าคนใช้ Organizer เยอะๆ แบบจริงจังๆ เลยนี่ ผมว่าไม่ค่อยเหมาะนะ ดูนัดหมายๆ ขำๆ พอได้ แต่คุ้นๆ ว่า บริษัท WebIs ที่ทำ Pocket Informant ตอนนี้ก็กำลังทำเวอร์ชันบนไอโฟนอยู่ ก็คงต้องลุ้นกันว่าจะทำให้ชีวิตดีขึ้นแค่ไหน

 

Navigation & GPS

อันนี้ก็เป็นอีกอันที่ไอโฟนยังสู้ Windows Mobile ไม่ได้ เหตุเพราะว่า ขณะนี้บนไอโฟนยังไม่มี App ที่ใช้นำทางออกมา และการดูแผนที่ยังต้องพึ่ง Google Maps ที่ต้องดูออนไลน์อย่างเดียว (จริงๆ ถ้า Jailbreak แล้วก็สามารถโหลด Map แบบ Offline มาดูได้นะ) คิดว่าส่วนนึงเป็นเพราะนโยบายของ Apple ด้วย

App ดีๆ ด้านนี้เช่น Garmin, iGO ที่มีบน Windows Mobile แต่ไม่มีบนไอโฟน 

 

 

 

 

ดูข้อเสียกันมาเยอะแล้ว มาดูข้อดีกันมั่งดีกว่า

 

ข้อดี

หน้าจอ

เทพมาก ถึงมากที่สุด ผมใช้งาน iPhone Classics ต้องบอกว่า จอมันคมชัดและสีสันดีแบบที่ผมไม่เคยเห็นในมือถืออื่นเลย สว่างแบบที่สามารถใช้งานใต้แสงอาทิตย์ตรงๆ ยังพอไหว  ถ้าเป็นยี่ห้ออื่นจะดูหน้าจอลำบากมาก สีสันหน้าจอก็สดใส ความละเอียด 480 x 320 ถือว่าสูง และหน้าจอใหญ่ 3.5 นิ้ว รวมถึงการใช้ฟอนต์แบบ Cleartype ทำให้การอ่านเว็บ ท่องเว็บ ทำได้ดีมาก และแสดงผลออกมาได้สวยงาม

แต่ผมลองเอา Classics ไปเทียบกับ iPhone 3G รู้สึกว่า หน้าจอ iPhone 3G จะออกหมองๆ หน่อยนะ เหมือนอมเหลือง

 

ระบบ Touch Screen

iPhone ใช้ระบบ Touch Screen แบบ Capacitive ตรวจจับไฟฟ้าสถิตย์ แค่แตะเบาๆ บนหน้าจอก็สั่งงานได้ รวมถึงเป็น Multi touch ที่ใช้หลายนิ้วได้พร้อมกัน ขณะที่ Windows Mobile ส่วนใหญ่จะใช้ Touch Screen แบบ Resistive ที่ต้องใช้แรงกดลงไป และไม่สนับสนุน Multi touch ทั้งสองแบบก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ข้อดีของ iPhone ที่เห็นได้ชัดๆ ก็คือ การใช้นิ้วควบคุมทำได้สะดวกกว่ามาก ไม่ต้องใช้เล็บจิกเหมือน Windows Mobile  แต่ก็มีข้อเสียคือ ใช้กับวัสดุอื่นที่ไม่ใช่นิ้ว เช่น ปากกา Stylus ไม่ได้ ทำให้งานบางอย่างอาจจะทำบนไอโฟนไม่สะดวก เช่น การวาดรูป 

Windows Mobile เวอร์ชันที่ขายกันอยู่ในปัจจุบัน คือ 6.1 ยังต้องพึ่งพา Stylus ค่อนข้างมาก เพราะ User Interface ดีไซน์มาให้ใช้กับ Stylus เป็นหลัก ไม่เหมือน iPhone ที่ User Interface ถูกออกแบบมาให้ใช้นิ้วตั้งแต่แรก เพราะฉะนั้นเราก็จะเห็น Windows Mobile หลายๆ เครื่องยังจำเป็นต้องใช้ Touch Screen แบบ Resistive กันอยู่ 

การควบคุมโดยใช้นิ้วนี่แหล่ะ ที่ผมมองว่าเป็นข้อเด่นที่สุดของ iPhone เลย

มันทำให้ชีวิตในการท่องเน็ตง่ายๆ จริงๆ นะ เช่น การ ซูม การ เลื่อนหน้าจอ การซูมเฉพาะส่วนโดยการ Double-tap สามารถควบคุมโดยใช้มือเดียวได้ ตรงนี้ยังไม่มี Smart phone ในตลาดตัวไหนที่เทียบได้

 

 

 

 

User Experience

ข้อดีอีกอย่างของไอโฟน คือ User Experience หรือประสบการณ์ในการใช้งาน เช่น ใช้งานง่าย เห็นปุ๊บก็รู้ได้ทันทีว่าใช้งานยังไง user interface เข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน และดีไซน์สวยงาม

 

Application

หลายๆ คนอาจจะบอกว่า Application บน Windows Mobile มีเยอะกว่า iPhone... ก็จริงครับ บน Windows Mobile มี App เยอะกว่าจริงๆ เพราะทำออกมานานกว่า รวมทั้ง App เก่า App ใหม่ แล้วมากมายมหาศาลเลย

แต่... เอาเข้าจริงๆ แล้ว ผมว่าเล่น Application บนไอโฟนเวิร์คกว่านะ

ทำไม?

ข้อแรก เพราะ ไอโฟนมันมี App Store ครับ  ทำให้การค้นหา สั่งซื้อ อัพเกรดโปรแกรมมันง่ายไปหมด บน App Store โปรแกรมได้ถูกจัดหมวดหมู่เป็นอย่างดี สามารถค้นหาโดยใช้คีย์เวิร์ดได้ อยากได้โปรแกรม Dict ก็พิมพ์คำค้นหา แล้วระบบก็จะลิสต์โปรแกรมที่เกี่ยวข้องออกมาให้เราหมดพร้อมทั้งคำบรรยายสรรพคุณ Screenshot ราคา รวมถึงข้อคิดเห็นจากผู้ใช้คนอื่นๆ เสร็จสรรพ ถ้าจะซื้อก็แค่คลิ๊ก โปรแกรมก็จะตัดบัตรเครดิตให้อัตโนมัติ โปรแกรมไหนที่ยังไม่อยากเสียตังค์ซื้อ ส่วนใหญ่ก็จะมี LITE เวอร์ชันออกมาให้ทดลองใช้ก่อน

และโปรแกรมบน iPhone นี่ ถือว่าราคาถูกมากครับ โปรแกรมส่วนใหญ่ราคา 0.99$ ถ้าเกิน 5$ นี่ถือว่าแพงแล้ว  ถ้าเทียบกับฝั่ง Windows Mobile ที่มีราคา 10-20$ ขึ้นไป เช่นโปรแกรมยอดนิยมของ Spb ส่วนใหญ่มีราคาเฉลี่ย 20$ บนไอโฟนสามารถหาโปรแกรมที่คล้ายๆ กันได้ในราคา 2$-3$ เท่านั้นเอง หรืออย่าง Dict ของ Lexisgoo บนไอโฟนที่ผมซื้อมาราคาแค่ร้อยกว่าบาทเท่านั้นเอง คุ้มมาก

 

 

 

 

โมเดลการขาย App แบบนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก จนขณะนี้ ทั้ง Nokia, Samsung, Android ต่างก็จะตั้ง App Store หรือ Marketplace ของตัวเองขึ้นมาบ้าง

ข้อที่สอง คือ ไอโฟนมันมีระบบอยู่แบบเดียว หน้าจอขนาดเดียวกันทั้งหมด และสามารถใช้โปรแกรมร่วมกับ iPod Touch ได้ ในแง่คนทำโปรแกรมแล้วสะดวกกว่ามาก เพราะเขียนโปรแกรมขึ้นมาแค่ครั้งเดียว รันได้บนไอโฟนทุกรุ่น รวมถึง ไอพอททัชด้วย ไม่เหมือนระบบ Windows Mobile ที่แต่ละเครื่องก็มีขนาดหน้าจอต่างกันไป อย่างออมเนีย ที่ขนาดหน้าจอไม่เหมือนชาวบ้านเค้า ทำให้บางโปรแกรมแสดงได้ไม่เต็มจอ หรือระบบ Symbian ที่มีหลาย มาตรฐาน เขียนโปรแกรมแล้วยังต้อง port โค้ดให้เข้ากับ Symbian แต่ละรุ่น และขนาดหน้าจอที่ต่างๆ กันออกไป 

ด้วยความที่ไอโฟนมีระบบอยู่แค่แบบเดียว ทำให้สามารถเขียนโปรแกรมหรือเกมส์ที่ดึงความสามารถของเครื่องออกมาได้เต็มที่  ลองเล่นเกมส์บนไอโฟนดู ทั้งกราฟฟิกทั้งความเร็ว Smooth มาก 

 

 


 

นี่ยังไม่รวมระบบ Accelerometer ที่ตรวจจับความเคลื่อนไหวและมุมเอียงของเครื่องได้ ทำให้ App มันหลากหลายยิ่งขึ้นไปอีก เช่น เกมส์ขับรถโดยใช้การเอียงเครื่องเหมือนพวงมาัลัย หรือโปรแกรมเซียมซีที่ใช้การเขย่าเครื่องเหมือนเขย่าเซียมซี

App บน App Store มีความหลากหลายมาก และทีี่ไอเดียดีๆ ก็มีเยอะ เห็นแ้ล้วก็ทึ่งว่าคิดขึ้นมาได้ยังไง อาทิเช่น

- Ocarina ทำไอโฟนให้เป็นขลุ่ย เป่าขลุ่ยโดยการเป่าไปที่ไมโครโฟน แล้วใช้นิ้วกดตามปุ่มที่ปรากฏบนหน้าจอเพื่อควบคุมโน๊ต คล้ายๆ กับเป่าขลุ่ยจริงๆ สามารถฟังคนอื่นเล่นผ่านอินเตอร์เน็ตได้ด้วย

- Cooking Mama เกมส์แนวทำอาหาร เขย่าไอโฟนแทนการเขย่ากะทะ

- Celestial Compass เข็มทิศ โปรแกรมจะคำนวณตำแหน่งที่เราอยู่จากข้อมูล Cell site หรือ GPS แล้ววาดตำแหน่งดวงอาทิตย์ ขยับไอโฟนให้ตำแหน่งดวงอาทิตย์ตรงกับของจริง แล้วโปรแกรมสามารถบอกทิศเหนือ ใต้ ออก ตก ได้

- Easy Relax Ultimate เป็นโปรแกรมจำลองเสียงธรรมชาติ เช่น ทะเล น้ำตก ฟังเพื่อผ่อนคลาย มีการประยุกต์นำ Binaural Beat มาใช้เพื่อปรับคลื่นสมองด้วย รายละเอียดลองอ่านดูในหัวข้อ มหัศจรรย์ของเสียง ที่ผมเคยเขียนไว้

เรื่องโปรแกรมของไอโฟนนี่สามารถแยกออกไปเป็นบทความได้อีกหลายบทความเลยนะนี่

 

การดีไซน์และวัสดุ

ดีไซน์นี่แล้วแต่คนชอบนะ ผมไม่ออกความเห็น แต่ถ้าเป็นเรื่องวัสดุล่ะก็ ถือว่าดีมาก  อย่างหน้าจอทำมาจากกระจกที่ทนรอยขีดข่วน มีคนพยายามเอาหน้าจอไอโฟนไปขูดกับพวงกุญแจ ก็ไม่มีรอยสักนิดเดียว อย่างเครื่องที่ผมใช้นี่ก็อายุปีครึ่งแล้วหน้าจอยังไม่มีรอยอะไร ถ้าเป็น iPhone รุ่นแรก ด้านหลังจะเป็นอลูมิเนียม เป็นรอยง่ายหน่อย แต่วัสดุดี สำหรับ iPhone 3G จะเปลี่ยนมาใช้พลาสติกแทน ไม่รู้ว่าเพราะต้องการลดต้นทุนการผลิตหรือเพื่อให้รับส่งสัญญาณได้ดีขึ้น แต่พลาสติกที่ใช้ก็ดูโอเค การประกอบแน่นหนา ไม่ก๊อกแก๊กเหมือนของเด็กเล่น

 

การเป็นเครื่องเล่นเพลง

นี่เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าไอโฟนทำได้ดี  ทั้งโปรแกรม ระบบจัดการเพลงและ Playlist รวมถึง Coverflow สำหรับคนที่คุ้นกับ iTunes หรือ iPod อยู่แล้วก็คงนึกภาพออกได้ทันที

 

 

 

ก็หวังว่าบทความนี้คงจะเป็นประโยชน์กับหลายๆ คนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะซื้อไอโฟนมาใช้ดีหรือเปล่า หรือ ไอโฟนจะเหมาะกับตัวเราหรือเปล่า 

ไปๆ มาๆ ก็พูดถึงไอโฟนไปซะเยอะเลย แต่ก็น่าจะได้ไอเดียคร่าวๆเทียบกับ Windows Mobile 

ปล. มีข่าวลือแว่วๆ มาว่า กลางปีนี้ น่าจะมีไอโฟนรุ่นใหม่ออกมา ก็ไม่รู้จริงเท็จแค่ไหน ต้องรอลุ้นกันไปครับ

ใครมี Comment อะไรก็เขียนมาคุยกันได้นะครับ

 

สมัครบล็อกที่นี่ไว้ตั้งนานแล้ว ไม่ได้เขียนซะที วันนี้ว่างๆ ก็เลยขอประเดิมหน่อย 

หลายๆ คนอาจจะชอบฟังเพลง ฟังข่าว ฟัง Podcast กับหูฟังกันบ่อยๆ  แต่รู้หรือเปล่าว่าหูฟังธรรมดาเนี่ยแหล่ะ มันทำอะไรได้มากกว่านั้น ถ้าไฟล์เสียงที่เราฟังได้ผ่านกระบวนการอัดเสียงแบบพิเศษ เชื่อหรือไม่ว่ามันสามารถจำลองเสียงที่เหมือนจริงมากๆ ถึงขนาดกำหนดตำแหน่งของแหล่งกำเนิดเสียงได้ เราจะรู้สึกว่า เสียงมันไม่ได้มาจากหูฟัง แต่มาจากของจริง อ้ะ ถ้าใครยังงงๆ อยู่ ก็ลองกันเลยดีกว่า ใช้หูฟัง (หูฟังสเตริโอเท่านั้น ถ้าใช้ลำโพงฟังจะไม่เห็นผล) ฟังเสียงจากคลิปข้างล่างกัน แนะนำให้อยู่ในห้องเงียบๆ หลับตาไปด้วยจะดียิ่งขึ้น

 

 ผมฟังครั้งแรกแทบสะดุ้ง นึกว่าฝนตกฟ้าร้องของจริง

 ใครยังไม่จุใจ อยากลองอีก ไปที่เว็บนี้ดู

 http://onemansblog.com/2007/05/13/get-your-virtual-haircut-and-other-auditory-illusions/

ไฟล์ที่ผมแนะนำคือ

The Virtual Haircut เป็นการจำลองเวลาเราเข้าร้านตัดผม เสียงคนเดินไปเดินมาพูดกันในร้าน ฟังแล้วรู้เลยว่า เจ้าของเสียงอยู่ตรงไหน ห่างจากเราแค่ไหน

The Holophonic Matchbox เขย่ากล่องไม้ขีด อันนี้เป็นการ movement ของแหล่งกำเนิดเสียงจากบนลงล่าง จกล่างขึ้นบน และวนรอบหัวเรา

ด้วยความอยากรู้ว่าเค้าทำเสียงแบบนี้ขึ้นมาได้ยังไง ก็เลยลองค้นๆ ดูในวิกิพีเดีย เสียงเสมือนจริงแบบนี้เรียกว่า Holophonic และการบันทึกเสียงแบบนี้เรียกว่า binaural recording เค้าจะสร้างศีรษะมนุษย์จำลองขึ้นมา แล้วเอาไมโครโฟนสองตัวไปใส่ไว้ในช่องหูแต่ละข้าง แล้วตั้งอัดแบบสเตริโอ เพราะฉะนั้นเวลาเรา play ไฟล์เสียง เสียงที่เข้าทางหูซ้ายเราก็จะอัดมาจากไมโครโฟนที่หูซ้ายของศีรษะจำลองนั่นเอง

การรับรู้ตำแหน่งเสียงของมนุษย์จะเกิดจากการที่เสียงเดินทางจากแหล่งกำเนิดเสียงมาถึงแก้วหูโดยใช้เวลาไม่เท่ากันในแต่ละข้าง รวมถึงตัวแปรต่างๆ อีกเช่น การ แทรกสอดของเสียง (Interference) สมองเราสามารถจับความแตกต่างนี้แล้วแปลผลเป็นตำแหน่งเสียงจริงๆ ได้ 

ความพยายามในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ของมนุษย์ยังไม่หยุดอยู่แค่นี้... เรายังสามารถประยุกต์ใช้หูฟังในสิ่งที่น่าทึ่งอีกอย่างหนึ่งคือ Binaural Beat

Binaural Beat คือการใช้เสียงเพื่อช่วยในการปรับคลื่นสมองของมนุษย์ เช่น ถ้าอยากให้สมองผ่อนคลาย ก็ต้องสร้างเสียงทีมีความถี่ในช่วง Alpha waves 7-13 Hz ตารางข้างล่างผมเอามาจาก Wikipedia

 

http://en.wikipedia.org/wiki/Binaural_beat

Main article: Electroencephalography
Frequency range Name Usually associated with:
> 40 Hz Gamma waves Higher mental activity, including perception, problem solving, fear, and consciousness
13–40 Hz Beta waves Active, busy or anxious thinking and active concentration, arousal, cognition
7–13 Hz Alpha waves Relaxation (while awake), pre-sleep and pre-wake drowsiness
4–7 Hz Theta waves Dreams, deep meditation, REM sleep
< 4 Hz Delta waves Deep dreamless sleep, loss of body awareness

 

ปัญหาก็คือ ปกติ หูคนเราจะรับฟังเสียงได้ในช่วง 20 - 20,000 Hz เท่านั้น ถ้าใช้หูฟังสร้างเสียง 7-13 Hz โดยตรง หูจะไม่ได้ยิน เค้าก็เลยใช้เทคนิคในการสร้างเสียงที่หูซ้ายขวาให้่ความถี่ต่างกัน 7-13 Hz แทน เช่น หูซ้ายสร้างเสียงความถี่ 300 Hz และ หูขวาสร้างเสียงความถี่ 313 Hz หูจะได้ยินและสมองสามารถรับรู้ความถี่ที่ต่างกัน 13 Hz นี้ ถ้าฟังไปสักระยะสมองจะเกิดภาวะที่เรียกว่า Entraining คือจะพยายามปรับคลื่นสมองให้ตรงกับความถี่ Binaural Beat และก็จะเกิดภาวะผ่อนคลาย

Binaural Beat ก็มีการนำไปประยุกต์ใช้จริงๆ กันแล้ว เช่น บนไอโฟนก็จะมีโปรแกรมชื่อ Easy Relax Ultimate ผมลองฟังดูก็ไม่ค่อยเห็นผลชัดเจนนะ เรื่องนี้ผมว่าคงต้องวิจัยค้นคว้ากันเพิ่มเติมว่าได้ผลแค่ไหน

ใครได้ผลเป็นยังไงก็บอกเล่ากันมั่งนะครับ